http://www.pooboon.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 หน้าแรก  บทความ  เว็บบอร์ด  รวมรูปภาพ  ข่าวสาร  ติดต่อเรา
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 26/05/2008
ปรับปรุง 19/01/2017
สถิติผู้เข้าชม1,007,175
Page Views1,383,366
Menu
หน้าแรก
บทความ
เว็บบอร์ด
รวมรูปภาพ
ประวัติหลวงปู่บุญ
วัตถุมงคลปี 2553_2558
วัตถุมงคลหลวงปู่บุญ
วัตถุมงคลแนวมหาเสน่ห์
วัด สำนัก หลวงปู่บุญ
ติดต่อทำบุญบริจาค การเดินทาง แผนที่
9 ยอด 9 เยี่ยม 9 อย่าง
ประชาสัมพันธ์
 

วัดทุ่งเหียง พนัสนิคม ชลบุรี

วัดทุ่งเหียง  พนัสนิคม ชลบุรี

ประวัติวัดทุ่งเหียง
ต.หมอนนาง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี โทร 038-293-558 / 094-425-7429

 

กำเนิดวัด ในปี พ.ศ. 2477

        ประชาชนที่อพยพขึ้นมาหักล้างถางพงสร้างที่ทำมาหากินได้จำนวนหนาแน่นขึ้นซึ่งส่วนมากบุคคลเหล่านี้อพยพมาจาก บ้านหนองกระรอก บ้านนามะตูม บ้านหมอนนาง และหมู่บ้านอื่น ๆ บ้างแต่เป็นเพียงส่วนน้อย ส่วนมากได้มีพื้นเพในการนับถือศาสนามาก่อนแล้ว เมื่อได้มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเช่นนั้น ความสำนึกในการเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีเป็นทุนเดิมอยู่ในจิตใจ จึงบังเกิดความคิดในอันที่จะให้มีการจัดสร้างวัดขึ้นในชุมชนแห่งนี้ โดยมีนายเผือก พูลสวัสดิ์ อดีตกำนัน นายพัน นางกี๊ บุญมะ นายดง เขียวชะอุ่มนายยู้ ศรีหงษ์ นายหลี สงแพง นายสุข อุมา นายคำ พันสนิทนายเสนาะ พันสนิท และบุคคลอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากได้รวบรวมกัน นำความคิดในเรื่องการสร้างวัดไปกราบเรียนหลวงพ่อโด่ (พระครูพินิจสมาจาร) เจ้าอาวาสวัดนามะตูมซึ่งในขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งเจ้าคณะพระสังฆาธิการ ปกครองท้องที่หมู่บ้านทุ่งเหียงอยู่ท่านมีความเห็นชอบในเรื่องนี้ ประจวบกับท่านมีที่ดินที่ได้รับมรดกมาจากโยมบิดาของท่านคือ ปู่แพ อยู่ในพื้นที่หมู่บ้านแห่งนี้ ประมาณ 10 ไร่ ท่านจึงได้มอบเนื้อที่ดังกล่าวนั้นให้เป็นที่สร้างวัดในเบื้องแรก ตลอดจนท่านได้มีเมตตาจัดหาพระภิกษุจำมาพรรษาในครั้งแรกคือ พระอาจารย์   เอม จากวัดหมอนนาง (หนองบัว)   พร้อมด้วยพระภิกษุติดตามขึ้นมาด้วย 4 - 5 รูป

 

     การก่อสร้างเสนาสนะได้เริ่มดำเนินการในระยะแรก    ได้ก่อสร้างศาลาการเปรียญ 1 หลัง กุฏิสงฆ์เพียง 2 หลัง ให้เป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์ไปพลางก่อนนับว่าชาวบ้านทุ่งเหียงได้มีวัดประจำหมู่บ้านขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยความเมตตาของท่าน พระครูพินิจสมาจาร (หลวงพ่อโด่) ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

        

     การดำเนินการสร้างวัดทุ่งเหียง ในสมัยริเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 เป็นต้นมา คณะทายก ทายิกา ก็ได้ทำการก่อสร้างเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมเสนาสนะถาวรวัตถุมาโดยตลอด แต่ก็เป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปทั้งนี้ เนื่องจากสภาพทางเศรษฐกิจชาวบ้านยังอยู่ในลักษณะยากจนโดยทั่ว ๆ ไปจะมีผู้มีฐานะดีบ้างก็เป็นส่วนน้อยประกอบด้วยทางคมนาคมไปมาติดต่อกับภายนอก ยังอยู่ในเขตจำกัดไม่เอื้ออำนวยให้

         พระสงฆ์ที่เป็นเจ้าอาวาสก็ได้มีการสับเปลี่ยนมาโดยตลอด บางองค์อยู่ปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 4 หรือ 5 พรรษา ก็สึกหาลาเพศไป การพัฒนาวัดเมื่อได้มีการเปลี่ยนผู้บริหารบ่อย ๆ การพัฒนาวัดจึงต้องหยุดลงเป็นธรรมดา

 

            การเริ่มพัฒนาวัด

 

         ตราบถึงปี พ.ศ. 2493 วัดทุ่งเหียงได้มีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่ คือ ทางเจ้าคณะพระสังฆาธิการในสมัยนั้น คือ พระครูพินิจสมาจาร (หลวงพ่อโด่) วัดนามะตูม ได้แต่งตั้งให้ พระเปี่ยม เมตฺติโก เป็นพระภิกษุที่มีพรรษากาลพอสมควร อีกทั้งท่านเป็นผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสอยู่ใน จังหวัดพระนครมาแล้ว แต่ท่านขอลาออกมาเพื่อแสวงหาครู อาจารย์ที่จะเป็นผู้แนะแนวในการปฏิบัติธรรม จึงจาริกออกมา พระครูพินิจสมาจาร จึงนิมนต์ให้ท่านรับเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งเหียง

 

     เมื่อท่านได้ยินยอมรับตำแหน่งเจ้าอาวาสแล้วท่านจึงได้ใช้ความพยายามปรับปรุงเสนาสนะตลอดจนถาวรวัตถุของวัด ให้เจริญมากขึ้นโดยลำดับ ประจวบกับในสมัยที่ท่านรับเป็นเจ้าอาวาส หมู่บ้านทุ่งเหียงที่เคยปราศจากเส้นทางคมนาคมแห่งนี้ก็ได้จัดให้มีการสร้างเส้นทางคมนาคมเชื่อมติดต่อกับ อำเภอพนัสนิคมได้สำเร็จ การสัญจรไปมา การลำเลียงพืชผลทางการเกษตร อันเป็นอาชีพหลักของหมู่บ้านแห่งนี้จึงได้รับความสะดวก พืชผลถูกลำเลียงออกสู่ตลาดภายนอกสร้างฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น จำนวนประชาชนในท้องถิ่นทวีจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยการอพยพมาทำการบุกเบิกประกอบอาชีพต่าง ๆ มีการตั้งโรงเลื่อย โรงสีขนาดกลางและขนาดใหญ่ บังเกิดเป็นชุมชน

 

          จำนวนพระภิกษุสงฆ์ในวัดทุ่งเหียงที่เคยมีจำนวนเพียง 5 - 10 รูปในพรรษากาล ก็ได้ทวีจำนวนมากขึ้นเป็น 20 - 30 รูปอันนับว่าเป็นปึกแผ่นแก่การพระศาสนา ซึ่งก็ไม่ค่อยจะปรากฏนักสำหรับในชนบทเช่นนี้ การก่อสร้างเสนาสนะที่อยู่อาศัยแก่พระภิกษุสงฆ์จึงจำเป็นจะต้องกระทำอย่างยิ่งและต่อเนื่อง อีกทั้งเนื้อที่เดิมของวัดมีบริเวณจำกัด เนื่องจากได้ถูกแบ่งให้เป็นเนื้อที่ของโรงเรียนวัดทุ่งเหียงเสียส่วนหนึ่ง ทางคณะทายก   ทายิกาของวัดจึงพร้อมใจกันจัดซื้อที่ดินด้านตะวันออกของวัดอันเป็นที่ดินของ นายทอง รุ่งเรือง และนายถุ่น เสือขาว ประมาณเนื้อที่ 10 ไร่ เมื่อได้รวมกับเนื้อที่เดิมแล้วคงมีเนื้อที่ประมาณ 17 - 18 ไร่ สะดวกในการที่จะขยายบริเวณวัดออกไปอีก

 

 

            ต่อมาในปี พ.ศ. 2496 ทางวัดประกอบด้วยท่านเจ้าอาวาส ทายก ทายิกาของวัด ได้เล็งเห็นว่าวัดก็นับว่าเป็นปึกแผ่นมีจำนวนพระภิกษุ สามเณรอยู่จำพรรษามีจำนวนมากพอสมควร การประกอบสังฆกรรมของพระภิกษุ เช่น การสวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบทบรรพชา การประกอบพิธีกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่นวันวิสาขบูชาฯ และวันอื่น ๆ จำต้องไปอาศัยสถานที่ของวัดอื่น สร้างความยากลำบากให้แก่พระภิกษุในวัด จึงเห็นพ้องต้องกันในอันที่จะให้มีการสร้างพระอุโบสถขึ้นภายในวัด เมื่อได้ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงเริ่มทำพิธีวางศิลาฤกษ์ โดยอารธนาหลวงพ่อเสือ วัดไผ่สามกอ มาเป็นองค์ประธานวางศิลาฤกษ์ และได้ดำเนินการขอวิสุงคามสีมาขึ้นไปตามลำดับ จนได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 โดยมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

 

การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ของวัด

 

         จากผลที่วัดได้เป็นวัดที่สมบูรณ์แล้ว จำนวนพระภิกษุ - สามเณรที่เข้ารับการอุปสมบทบรรพชาได้ทวีจำนวนมากขึ้น   ทางคณะสงฆ์จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาได้พิจารณาเห็นความสามารถในการบริหารงานสงฆ์วัดทุ่งเหียงด้วยความเรียบร้อย    จึงได้พิจารณาขอแต่งตั้งให้เจ้าอาวาสเป็น พระครูชั้นประทวนที่ พระครูเปี่ยม เมตฺติโก ต่อมาจากนั้นอีกประมาณ 8 ปี คือในปี พ.ศ. 2511 ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่ พระครูเมตตาธรรมธารี การบริหารงานคณะสงฆ์ได้เป็นไปโดยเรียบร้อยตลอดมา

 

             กาลต่อมาถึงปี พ.ศ. 2513 จำนวนพระภิกษุ - สามเณร ได้ทวีจำนวนมากขึ้นและก็มีแนวโน้มที่ทวีมากขึ้นอีก การบริหารงานคณะสงฆ์ของวัดได้ขยายออกทั้งในด้านการศึกษา การพัฒนาวัดในด้านต่าง ๆ การอบรมสั่งสอนพระนวกะภูมิ ทุกๆ อย่างได้ขยายออกตามกำลังเพิ่มของพระภิกษุสงฆ์เป็นเงาตามตัว                             

 

            การบริหารงาน จึงมีความจำเป็นจะต้องมีผู้ช่วยในการบริหารงานนั้น ประกอบกับสุขภาพของท่านเจ้าอาวาสเสื่อมโทรมลงตามอายุขัย ท่านจึงมีความริเริ่มที่จะให้มีผู่ช่วยเพื่อแบ่งเบาภาระการบริหารงานคณะสงฆ์ จึงได้เสนอเรื่องแต่งตั้งรองเจ้าอาวาสขึ้นไปยังพระสังฆาธิการระดับเหนือ ผลการพิจารณาของระดับเหนือเห็นชอบให้แต่งตั้ง " พระสมบุญ โสภโณ " ซึ่งย้ายมาจากวัดหนองม่วงใหม่ มาอยู่จำพรรษา ณ วัดทุ่งเหียง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 นับว่าเป็นเวลาอันยาวนานพอสมควร ขึ้นเป็นรองเจ้าอาวาสวัดทุ่งเหียง ตั้งแต่วันที่ 8 เดือน กันยายน พ.ศ. 2513 การปกครองคณะสงฆ์วัดทุ่งเหียง จึงเป็นไปตามระเบียบแบบแผนของการคณะสงฆ์ไทย                  

ได้รับการรับรองให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง

     

           ผลจากการพัฒนาวัดในด้านศาสนศึกษา ศาสนวัตถุ การบริหารงานคณะสงฆ์ จากท่านเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสได้ร่วมมือเอาใจใส่ อุทิศเพื่องานพระศาสนาด้วยการเสียสละอย่างสูง เต็มตามความสามารถผลการพัฒนาวัดจึงเป็นที่ปรากฏแก่สาธารณะชนและทางราชการที่เกี่ยวข้อง กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ให้การรับรองวัดทุ่งเหียง เป็นวัด " วัดพัฒนาตัวอย่าง " กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ

ในปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา

 

        และในการที่เป็นกำลังสำคัญช่วยเหลือในการพัฒนาวัด     ร่วมกับเจ้าอาวาสทางการคณะสงฆ์จังหวัดชลบุรี ได้พิจารณาเห็นความสามารถ ความเสียสละอุทิศตนเพื่องานพระศาสนาเป็นอย่างดียิ่ง จึงขอพระราชทานพระครูชั้นประทวนให้แก่ พระสมบุญ โสภโณ รองเจ้าอาวาส เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการที่ได้อุทิศตนเพื่องานพระศาสนาและในที่สุดโดยพระบัญชา สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงโปรดแต่งตั้งให้เป็นพระครูชั้นประทวนที่ " พระครูสมบุญ โสภโณ " เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2513

          การบริหารงานคณะสงฆ์แห่งวัดทุ่งเหียง ได้ดำเนินมาโดยปกติ ทั้งท่านเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสได้ร่วมมือกันสร้างสรรความเจริญให้แก่วัดทั้งในด้านศาสนทายาทและศาสนวัตถุ   มีการอบรมสั่งสอนพระภิกษุผู้เป็นนวกะภูมิและมัชฌิมภูมิ ให้เข้าใจในหลักพระพุทธศาสนา อีกทั้งได้แสวงหาปัจจัยเพื่อการก่อสร้างถาวรวัตถุอันเป็นศาสนสมบัติไว้ในพระศาสนา ความเป็นไปแห่งวัดทุ่งเหียงนับแต่นั้นมา จะมีความเจริญขึ้นตามลำดับ

 

         ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งรองเจ้าอาวาสอยู่นั้น พระครูสมบุญ โสภโณ มีความสนใจในการปฎิบัติศาสนามาตั้งแต่เบื้องต้นแล้ว ทั้งนี้ เพื่ออนุวัตตามหลักพระพุทธศาสนา 3 ประการ คือ ปริยัติศาสนา ปฎิบัติศาสนาและปฎิเวธศาสนา จึงได้แยกไปสร้างสำนักปฎิบัติธรรม ดำเนินการอบรมสมาธิธรรม ณ บริเวณบนเขาเจ้า ตำบล ธาตุทอง อำเภอ บ่อทองจังหวัด ชลบุรี เป็นสำนักปฎิบัติธรรมโดยเฉพาะขึ้นเป็นเหตุให้วัดทุ่งเหียงบังเกิดสาขาขึ้นอีก 1 สาขา รายละเอียดจะได้กล่าวในภาคผนวกท้ายประวัติวัดนี้

 

            การเปลี่ยนแปลงประธานสงฆ์

         ในระหว่างที่พระครูสมบุญ โสภโณ รองเจ้าอาวาสวัดทุ่งเหียงได้แยกไปสร้างสำนักวิปัสสนาพระธาตุเขาเจ้าในปี พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา ทางวัดทุ่งเหียง พระครูเมตตาธรรมธารี เจ้าอาวาส ได้ปกครองคณะสงฆ์มาโดยปกติ ตราบจนถึง ปี พ.ศ.2521 ท่านเจ้าอาวาสได้อาพาธลงด้วยโรคกระเพาะอย่างหนัก ทั้งนี้เนื่องจากท่านอาพาธด้วยโรคนี้มาก่อนนานแล้ว แต่ก็ได้รับการรักษาพยาบาลมาโดยตลอด อาการจึงไม่กำเริบ บางครั้งก็หาย บางครั้งก็มีอาการกำเริบของโรค    อาศัยที่ท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้ที่มีความอดทน   อดกลั้นต่อทุกขเวทนา จึงมิได้แสดงออกให้ปรากฎแก่ผู้อื่นโดยทั่ว ๆ ไปได้ทราบ จะทราบได้ก็เฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องภายในเท่านั้น

 

         ตราบจนเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2521 ตรงกับวันเพ็ญ เดือนยี่ ปีมะเมีย อาการป่วยของท่านเจ้าอาวาส ได้แสดงอาการกำเริบขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งท่านก็ได้ใช้ความอดทนต่อทุกขเวทนาเป็นที่น่าสรรเสริญ ท่านมิได้แสดงอาการให้เป็นที่ทราบแก่บุคคลทั่ว ๆ ไป ตราบถึงเวลาประมาณ 23.00 นาฬิกา   ท่านได้มรณะภาพลงด้วยอาการอันสงบ ณ กุฎิที่ท่านพักอาศัยรวมอายุของท่านได้ 78 ปี 4 เดือน 13 วัน

 

         เมื่อท่านเจ้าอาวาสได้มรณะภาพลง เป็นที่ทราบแก่พระสังฆาธิการระดับเหนือขึ้นไปคือเจ้าคณะตำบล คือ เจ้าอธิการวงศ์ วราสโภ เจ้าคณะตำบลหมอนนางในขณะนั้น จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้

" พระครูสมบุญ โสภโณ "รองเจ้าอาวาส เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส

 

         เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2521     และในปีเดียวกันนั้นทางการคณะสงฆ์จังหวัดชลบุรี อันมีพระธรรมโกศาจารเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ พระครูสมบุญ โสภโณ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดทุ่งเหียงเมื่อวันที่ 20 เดือน กันยายน พ.ศ. 2521 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

       

         ในระหว่างที่ต้องบริหารงานคณะสงฆ์ทั้งที่วัดและสำนักวิปัสสนาพระธาตุเขาเจ้า ได้ปฏิบัติภารกิจของคณะสงฆ์ด้วยดีตลอดมา จนได้รับความเชื่อถือจากเจ้าคณะพระสังฆาธิการ ระดับเหนือขึ้นไป ได้พิจารณาเห็นความสามารถ และ ตลอดจนความพยายามในการที่จะบริหารงานคณะสงฆ์ให้ประสบความเจริญก้าวหน้า จึงได้พิจารณาเสนอขอสมณะศักดิ์ไปตามลำดับชั้น และในที่สุดได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงแต่งตั้งให้ดำรงสมศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ที่ " พระครูโสภณพัฒนาภิรม "

 

         เมื่อทางวัดได้รับอนุญาตให้วิสุงคามแล้ว โดยมีขนาด กว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร

 จึงได้เริ่มดำเนินการก่อสร้าง ในการก่อสร้างอุโบสถครั้งนี้ ทางวัดได้รับแรงศรัทธาบุคคลในพื้นที่และภายนอกพื้นที่เป็นอย่างดี บุคคลที่มีส่วนในการสนับสนุนในการสร้างอุโบสถในระยะแรกมี ขุนพูล บ้านคลองสวน จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นกำลังที่ให้การสนับสนุนที่สำคัญ พร้อมด้วยทายก ทายิกาของบ้านทุ่งเหียง นอกจากนั้นท่านเจ้าอาวาสได้ไปติดต่อขอกำลังศรัทธาจากผู้ที่อยู่ในจังหวัดพระนคร อันมี ร้อยโท แก้ว คุณมณฑา บัววิรัตน์ ได้ชักชวนญาติมิตรและผู้ที่ชอบพอคุ้นเคย ร่วมกันจัดทอดกฐินเพื่อรวบรวมปัจจัยนำมาสมทบเพื่อการก่อสร้างพระอุโบสถ เป็นเวลาติดต่อกันถึง 3 ปี จนพระอุโบสถหลังนี้สำเร็จลุล่วงทำการผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตได้ ในปี พ.ศ. 2500 อันเป็นปีกึ่งพุทธกาลพอดี โดยสิ้นค่าก่อสร้างประมาณ 500,000 บาท นับว่าเป็นการสร้างอุโบสถที่ใช้เวลาในการก่อสร้างเพียงระยะเวลา 3 ปี เมื่อได้ทำการฝังลูกนิมิตผูกพัทธสีมาผ่านพ้นไปแล้ว วัดทุ่งเหียงจึงนับว่าเป็นวัดโดยสมบูรณ์ 

 
 หน้าแรก  ข่าวสาร  ติดต่อเรา  บทความ  เว็บบอร์ด  รวมรูปภาพ
By หลวงปู่บุญ วัดทุ่งเหียง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี.  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view